ถาม-ตอบ

การซื้อขายคาร์บอนเครดิต

1. การซื้อขายแบบทวิภาค (Over-the-Counter: OTC)

เป็นการซื้อขายแบบที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงเงื่อนไขกันโดยตรง เช่น ราคา ปริมาณ การส่งมอบ หรือวิธีการชำระเงิน รูปแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่น

- การเจรจาตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

- ผ่านตัวกลาง (Broker / Dealer)

- ผ่าน Marketplace ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มจับคู่ซื้อขาย แต่ยังไม่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ซื้อขาย (Exchange)

2. การซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange)

เป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มมีระบบจับคู่คำสั่งซื้อขาย (Matching Engine) ทำให้ราคาอ้างอิงหรือราคาตลาด (Market Price) ชัดเจน โปร่งใส และเป็นมาตรฐานมากกว่าในรูปแบบ OTC โดยในประเทศไทยเคยมีศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ชื่อ FTIX Exchange ซึ่งพัฒนาโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเปิดให้บริการช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ FTIX ได้ยุติการให้บริการแล้ว และปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มในรูปแบบ Exchange สำหรับคาร์บอนเครดิตที่ดำเนินการอยู่

 

แอนิเมชันขั้นตอนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

ระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Registry) คือระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้สำหรับบริหารจัดการข้อมูลและสถานะของคาร์บอนเครดิต เช่น การถือครอง (Holding) การถ่ายโอน (Transfer) และการยกเลิกเพื่อการชดเชย (Retirement/Cancellation) ในประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ทำหน้าที่เป็น นายทะเบียน (Registrar) โดยมีบทบาทในการดูแลและบริหารระบบทะเบียน รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการนับซ้ำ (Double Counting) หรือการอ้างสิทธิซ้ำ (Double Claiming) ทั้งนี้ ระบบทะเบียนไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขาย แต่เป็นขั้นตอนหลังการซื้อขายที่ใช้ดำเนินธุรกรรมทางบัญชีในระบบทะเบียน เช่น การถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตจากผู้ขายให้แก่ผู้ซื้อ หรือการยกเลิกเครดิตเมื่อผู้นำไปใช้เพื่อการชดเชย โดยสรุป ระบบทะเบียนทำหน้าที่เสมือน “บัญชีหลัก” ของคาร์บอนเครดิตในประเทศ เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และป้องกันการนับซ้ำ โดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตลาดซื้อขายเอง

การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ตามระเบียบคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและหลักเกณฑ์การพิจารณาการอนุญาตให้ใช้ฉลากรับรองประเภทต่าง ๆ ได้แก่
- ระเบียบคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกว่า ด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองประเภทคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร การชดเชยคาร์บอน และคูลโหมด พ.ศ. 2563 ประกาศ ณ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563
- หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ พ.ศ. 2566 ประกาศ ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566
- หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองแพลตฟอร์มการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ พ.ศ. 2566 ประกาศ ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ปัจจุบัน อบก. กำหนดประเภทฉลากทั้งหมด 8 ประเภท ดังนี้
1. ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO)
2. ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP)
3. ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ หรือ ฉลากลดโลกร้อน (CFR)
4. ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE-CFP)
5. ฉลากคูลโหมด (CoolMode)
6. ฉลากการชดเชยคาร์บอน – ประเภท Carbon Offset และ ประเภท Carbon Neutral 
7. ฉลากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
8. ฉลากแพลตฟอร์มการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์

หมายเหตุ: อัตราค่าธรรมเนียมยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) อัตราร้อยละ 7

หมายเหตุ: ในกรณีการขออนุญาตใช้ฉลากการชดเชยคาร์บอนแบบรับรองตนเอง (Self-Declaration) สามารถดำเนินการตามระดับดังนี้

ระดับกิจกรรม: สามารถคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผ่านแอปพลิเคชัน Zero Carbon

ระดับบุคคล: สามารถคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผ่านแอปพลิเคชัน Net Zero Man

ทั้งนี้ ผู้ขอสามารถเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน และดำเนินการขอรับฉลากรูปแบบ Self-Declaration ผ่านระบบในแอปพลิเคชันได้ทันที

Zero Carbon Application

Net Zero Man Application

การทำโครงการคาร์บอนเครดิต

ขั้นตอนการทำโครงการคาร์บอนเครดิต แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1. การขึ้นทะเบียนโครงการ
2. การขอรับรองคาร์บอนเครดิต

มาตรฐาน Standard T-VER

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://tver.tgo.or.th/index.php/th-standard/std-th-standard-t-ver

มาตรฐาน Premium T-VER

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://tver.tgo.or.th/index.php/th-premium/pre-th-premium-t-ver

พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

โดยร่างพระราชบัญญัติฯ มีบทบัญญัติ 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล เพื่อให้ไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงโดยประชาชนและภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและแผน ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตลอดจนนำกลไกราคาคาร์บอน ทั้งการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) การปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ภาษีคาร์บอน และคาร์บอนเครดิต มาใช้อย่างสมดุล รวมถึงการเร่งสนับสนุนทางการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสำหรับการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดผลกระทบจากความสูญเสียและเสียหายในภาพรวม รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำจนมีความสามารถแข่งขันทางการค้าในระดับนานาชาติได้

แหล่งอ้างอิง : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่อหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางกฎหมายที่สำคัญฉบับแรกของไทยในการจัดการปัญหาโลกร้อนร่วมกับนานาชาติ ผ่านการสร้างกลไกบริหารจัดการผลกระทบของสภาพภูมิอากาศรุนแรงของภาครัฐร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นทางการ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางการค้ารูปแบบคาร์บอนต่ำของไทยให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2093 (Net Zero 2050) ในเวทีโลก ส่งผลให้ไทยมีเครื่องมือและโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศชาติและประชาชนเพื่อต่อสู้กับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
.
โดยร่างพระราชบัญญัติฯ มีบทบัญญัติ 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล เพื่อให้ไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงโดยประชาชนและภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและแผน ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตลอดจนนำกลไกราคาคาร์บอน ทั้งการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) การปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ภาษีคาร์บอน และคาร์บอนเครดิต มาใช้อย่างสมดุล รวมถึงการเร่งสนับสนุนทางการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสำหรับการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดผลกระทบจากความสูญเสียและเสียหายในภาพรวม รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำจนมีความสามารถแข่งขันทางการค้าในระดับนานาชาติได้ 
.
ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ออกแบบให้มีการบังคับและสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างสมดุลเพื่อให้ก่อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนอย่างสูงสุด โดยได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน จึงมั่นได้ใจว่าร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจนแล้วเสร็จโดยเร็ว ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาเพื่อให้สามารถไปสู่การบังคับใช้ได้อย่างเร่งด่วนต่อไป

แหล่งอ้างอิง : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

CopyRight © 2012 - 2025 Carbon Market All Rights