สหภาพยุโรปตกลงที่จะ “หยุดเวลา” บังคับใช้กฎหมาย ETS กับภาคการบิน  
(ที่มา : แปลและเรียบเรียงจากข่าวของ PointCarbon วันที่ 15 มี.ค. 2013)

ที่ บรัสเซลล์ วันที่ 12 มี.ค. 2013 (ข่าวของส านักพิมพ์รอยเตอร์) เจ้าหน้าที่จากรัฐสภาและส านักประธานของสหภาพยุโรปกล่าวว่าสหภาพยุโรปตกลงที่จะหยุดการใช้กฎหมาย ซึ่งบังคับให้สายการบินทั้งหมดที่ใช้บริการสนามบินของสหภาพยุโรปต้องจ่ายค่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา 1 ปี อันเป็นผลจากการที่นานาชาติต่างแสดงความไม่พอใจต่อกฎหมายดังกล่าว (ในความเป็นจริง กฎหมายใหม่นี้ควรจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 เม.ย. 2013 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ทุกสายการบินจะต้องส่งข้อมูลเพื่อขอรับโควต้าการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกส าหรับเที่ยวบินของตน)  โดยการ “หยุดเวลา” นี้จะมีผลกับเที่ยวบินระหว่างภูมิภาคทุกเที่ยวบิน แต่จะไม่มีผลบังคับใช้กับเที่ยวบินภายในสหภาพยุโรป ซึ่งยังคงต้องอยู่ในระบบ ETS ต่อไป   

สหภาพยุโรปกล่าวว่าเป้าหมายของการด าเนินการดังกล่าว “เพื่อช่วยให้ข้อตกลงฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นในการประชุมสมัชชาขององค์กรการ บินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ครั้งที่ 38 (ในเดือน ก.ย. และ ต.ค. ของปีนี้) มีการก าหนดระยะเวลาของการพัฒนากลไกตลาดระหว่างประเทศที่สมเหตุสมผล ซึ่ง ICAO ก าลังพยายามให้เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศนี้ขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินของนานาชาติ นอกเหนือจากกลไกของสหภาพยุโรป แต่กระบวนการเจรจาด าเนินไปได้ช้ามาก  

ใน ปี 2008 สหภาพยุโรปตกลงที่จะรวมเอาภาคการบินมาอยู่ในระบบ ETS เพราะผิดหวังจากผลการเจรจาในเวทีของสหประชาชาติ ซึ่งไม่สามารถหาหนทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินได้ แต่จากการที่กฎหมายมีผลบังคับใช้กับเที่ยวบินภายในสหภาพยุโรปในปีที่ผ่านมา กลับกระตุ้นให้เกิดสงครามทางการค้าและข้อกล่าวหาว่ามีการละเมิดอ านาจอธิปไตยของประเทศ  

Peter Liese นักการเมืองชาวเยอรมัน กล่าวว่าสหภาพยุโรปยังคงตัดสินใจที่จะด าเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินและอาจจะน ากฎหมายนี้กลับมาใช้อีก หากว่า ICAO ยังไม่มีการน ามาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นทางเลือกอื่นๆ มาใช้  

เกิดการแบ่งแยกแนวคิดในการปฏิรูปตลาดคาร์บอนของสหภาพยุโรป  

จาก การที่สหภาพยุโรปเปิดให้มีการหารือและส่งข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในเรื่อง การปฏิรูประบบ EU ETS นั้น พบว่ามีผู้ประกอบการในระบบ EU ETS และภาคีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: EC)  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในการออกกฎหมายเพื่อพยุงราคาคาร์บอนที่ตกต่ า ซึ่งเกิดจากความต้องการใบอนุญาตฯ ในตลาดมีปริมาณคงที่มาตั้งแต่ปี 2009 ในขณะที่ปริมาณอุปทานกลับมีล้นตลาด ท าให้ราคาคาร์บอนเครดิตลดลงถึงร้อยละ 80 ตั้งแต่กลางปี 2011  

ในปีที่ผ่านมา EC จัดให้มีเวทีหารือขึ้น และได้ร่างข้อเสนอ 6 ข้อเพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดคาร์บอนของสหภาพ ยุโรป   

และในวันที่ 1 มี.ค. 2556  EC ได้จัดประชุมขึ้นครั้งแรกเพื่อตรวจสอบข้อคิดเห็นที่รัฐบาลจากประเทศต่างๆ รวมถึงบริษัทเอกชน สมาคมการค้า กลุ่มกรีน และประชาชนทั่วไปได้ส่งเข้ามา  ซึ่งมีหลายฝ่ายเตือนให้ EC ยกเลิกการขายใบอนุญาตฯ เป็นการถาวร แทนการเลื่อนเวลาเปิดขายใบอนุญาตฯ ออกไปแบบชั่วคราว และให้เพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้น  

ในขณะ เดียวกัน สมาคมการค้าส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้แทนจากอุตสาหกรรมหนักในสหภาพยุโรป กล่าวว่าทางสมาคมไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่ส่งผลให้เกิดการเพิ่มเป้าหมายการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2020 ของสหภาพยุโรป และไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่จะไปท าให้ราคาคาร์บอนและราคาพลังงานสูงขึ้น   

สำหรับ ข้อเสนอแนะจากรัฐบาลในประเทศต่างๆ ที่ส่งเข้ามา มีน้อยมาก ซึ่งหนึ่งในนั้น ได้แก่ รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์สนับสนุนให้สหภาพยุโรปเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกให้มากกว่าร้อยละ 20 ภายหลังปี 2020 โดยให้มีการจ ากัดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบ ETS ให้มากขึ้น สอดคล้องกับหนึ่งในข้อเสนอ 6 ข้อของ EC คือ ให้เพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าอัตราปัจจุบัน ซึ่งก าหนดให้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.74 ต่อปี ไปจนถึงปี 2020 ซึ่งรัฐบาลของนอร์เวย์และบริษัทผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในสหภาพยุโรปส่วน ใหญ่ต่างให้การสนับสนุนข้อเสนอนี้ และ เรียกร้องให้ด าเนินการควบคู่ไปข้อเสนอของ EC อีกข้อในเรื่องมาตรการระยะสั้นในการลดอุปทานของใบอนุญาตฯ ในตลาด โดยการชะลอเวลาการขายใบอนุญาตฯ ออกไปชั่วคราว และหลังจากนั้น ให้ยกเลิกการขายใบอนุญาตฯ ไป เพื่อให้มาตรการพยุงราคาคาร์บอนได้ผลรวดเร็วยิ่งขึ้น    

คณะ กรรมาธิการฯ คาดว่าจะร่างชุดกฎหมายเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศของสหภาพยุโรปในปี 2030 ได้ในปีนี้  โดยมีข้อแนะน าจากผู้บริหารให้ขยายขอบเขตการด าเนินงานของระบบ EU ETS ให้ครอบคลุมไปยังสาขาการผลิตอื่นๆ ให้มากขึ้น เช่น สาขาการขนส่ง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากบางฝ่าย  

อย่างไรก็ตาม เกือบทุกฝ่ายที่ส่งข้อคิดเห็นมา ต่างปฏิเสธที่จะน าข้อเสนอสุดท้ายของ EC มาใช้ ซึ่งเสนอให้มีกลไกอื่นมาช่วยบริหารจัดการราคาคาร์บอนในตลาดในเชิงรุก  

นอก จากนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมของโปแลนด์กล่าวว่า โปแลนด์ต่อต้านทุกข้อเสนอที่ EC น ามาหารือในที่ประชุม  ขณะที่รัฐบาลของสาธารณเชค ต้องการให้ EC มีการน าเสนอรายละเอียดส าหรับข้อเสนอบางข้อให้มากกว่านี้   

ข้อเสนอของสหประชาชาติไม่สามารถช่วยพยุงตลาดคาร์บอนมูลค่า 215 พันล้านเหรืยญได้  

ข้อ เสนอแนะของ CDM EB ในการเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งกระบวนการของ CDM ด้วยการปรับปรุงกฎและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อต่อลมหายใจให้กับตลาดคาร์บอนเครดิตชดเชยของสหประชาชาติที่มีมูลค่าถึง 215 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไม่สามารถดึงดูดผู้ซื้อรายใหม่ได้ เพราะการด าเนินการดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดความกังวลที่ว่า กลไกตลาดจะล้มเหลวจากผลของอุปทานส่วนเกินที่คาดว่าจะมีมากเกินกว่าความต้อง การในตลาดถึง 2 พันล้านตันในปี 2020  

CDM EB มองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดคาร์บอนอยู่นอกเหนือขอบเขตความรับผิดชอบ ของตน  แต่เสนอที่จะลดความซับซ้อนของกลไก CDM และเร่งขยายให้มีการด าเนินโครงการ CDM ในภูมิภาคอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงพยายามท าให้โครงการในภาคการขนส่งสามารถขึ้นทะเบียนได้ง่ายขึ้น ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าว รังแต่จะท าให้ปริมาณ CERs ล้นตลาดมากขึ้น ทั้งที่ความต้องการคาร์บอนเครดิตในตลาดยังคงขาดแคลนและราคาเครดิตต่ ากว่า 40 เซนต์  

ในขณะเดียวกัน บทบาทส าคัญของ CDM ในฐานะที่เป็นเครื่องมือหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศก าลังพัฒนา ก็ก าลังถูกคุกคามจากการพัฒนาของกลไกตลาดรูปแบบใหม่และกลไกการลดก๊าซเรือนกระจก ภายในประเทศ ซึ่งประเทศต่างๆ สามารถเลือกว่าเครดิตชดเชยประเภทใดบ้างที่ตนต้องการจะใช้  โดยในประเด็นนี้    

มีผู้ให้ความเห็นว่า CDM EB ควรจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะมีเครดิตจากกลไกของประเทศใดบ้างที่สามารถน ามาชดเชยได้ จะได้ไม่มีกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกใหม่ๆ เกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและท าให้พากันลงเหวไปพร้อมกัน  

กลุ่มกรี นยังได้คุยกับผู้แทนการเจรจาจากสหประชาชาติเรื่องการห้ามไม่ให้โครงการบาง ประเภทสามารถขอรับการรับรองเครดิตได้ เช่น โครงการจากการลดก๊าซอุตสาหกรรมหรือโครงการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าถ้าส าเร็จ จะท าให้อุปทานในตลาดปี 2020 ลดลงมากกว่า 1 พันล้านเครดิต    

อย่างไรก็ตาม CDM EB กลับเห็นว่าประเด็นเรื่องการเลือกว่าจะให้โครงการประเภทใดมีคุณสมบัติเข้า ข่ายอยู่ใน CDM ได้นั้น อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของ EB  

นอกจากนี้ ระเบียบของ CDM ยังระบุว่าโครงการสามารถขอขึ้นทะเบียนเพื่อรับการรับรองเครดิตได้สูงสุดถึง 21 ปี แต่นักลงทุนต้องการที่จะลดระยะเวลาการคิดเครดิตของบางโครงการลง เพื่อลดจ านวนเครดิตที่ได้รับการรับรองและเพื่อกระตุ้นให้เกิด environmental integrity ของกลไกด้วย  โดยแนะให้ลด “ระยะเวลาการคิดเครดิต” ของโครงการที่อยู่ใน  advanced developing countries เช่น ประเทศจีน ลง ส่วนเครดิตชดเชยที่เกิดขึ้นหลังจากหมดระยะเวลาการคิดเครดิตนั้น ประเทศเจ้าบ้านสามารถน ามาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศได้  และในขณะเดียวกัน ให้ขยายระยะเวลาการคิดเครดิตส าหรับบางประเทศที่ติดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เพื่อท าให้โครงการในประเทศเหล่านั้นดึงดูดความสนใจของนักลงทุนมากขึ้น  ซึ่งหากเปลี่ยนระยะเวลาการคิดเครดิตได้ตามนี้ จะมีผลกระทบอย่างมีนัยส าคัญกับจ านวน CERs ที่ก าลังจะได้รับการรับรอง   

ทั้งนี้ CDM EB แจ้งว่าจะด าเนินการเสนอให้ทบทวนจ านวนปีของระยะเวลาการคิดเครดิต แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะขยายหรือจะลดระยะเวลาลง  โดย CDM EB จะเสนอข้อแนะน าจ านวน 22 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเทคนิค ต่อ UN Subsidiary Body for Implementation (SBI) ในการประชุมครั้งหน้า ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่  3-14 มิ.ย. 2013  และจะพิจารณาว่าจะน ามาใช้ในการประชุม High level UN climate change talk ในเดือน พ.ย. 2013 หรือไม่ ซึ่งแสดงว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงปีหน้า

อ่าน

968

คะแนน

วันที่แก้ไขล่าสุด

23/03/2015

แบ่งปัน

หากคุณต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม