หลักการและแนวคิดของระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคืออะไร?

  ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากเกินไปจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ทั้งการผลิตสินค้าและบริการ การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การทิ้งขยะ และอื่นๆ ทั้งนี้ ก๊าซเรือนกระจกถือเป็น “ผลพลอยได้” จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่า ในการผลิตและบริโภคสินค้าหรือบริการหนึ่ง ผู้ผลิตและผู้บริโภคจะตัดสินใจผลิตและบริโภคโดยไม่คำนึงถึงก๊าซเรือนกระจกที่เป็นผลพลอยได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว

  ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวสามารถทำได้หลายวิธี โดยทุกวิธีมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถจำแนกกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกได้ ดังนี้

  1. การใช้มาตรการทางการคลัง เช่น ภาษีคาร์บอน การลดหย่อนภาษีในการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

  2. การใช้มาตรการทางการเงิน เช่น การให้กู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เงินให้เปล่า  เป็นต้น

  3. การใช้กลไกตลาด เช่น กลไกซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การซื้อขายคาร์บอนเครดิต การใช้กลไกราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) เป็นต้น

  4. การใช้กฎหมาย เช่น กฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กฎหมายรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ค่าปรับ หรือ ค่าธรรมเนียม เป็นต้น

  5. การใช้มาตรฐานกำกับการดำเนินงาน เช่น ISO 14064, ISO 14067 การขอการรับรองฉลากคาร์บอน

  6. การสนับสนุนเทคโนโลยีที่สะอาด เช่น การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น

  อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ใช้แพร่หลายเรียกว่า “กลไกราคาในการลดก๊าซเรือนกระจก” หลักการตามแนวคิดดังกล่าวคือ “การทำให้ก๊าซเรือนกระจกมีราคา” (Put the Price in Carbon) นั้นเอง โดยมาตรการหรือเครื่องมือที่ใช้เป็นหลักทั่วโลกกลไกหนึ่ง คือ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading) ซึ่งมีหลักในการทำงานดังนี้

  ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Emission Trading Scheme (ETS) เป็นกลไกทางการตลาดรูปแบบหนึ่ง โดยการทำงานเริ่มจาก “เจ้าของระบบ (ส่วนใหญ่เป็นภาครัฐ) กำหนดระดับเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับปีฐาน (หรือที่เรียกว่า Cap Setting)” ให้กับอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หลังจากนั้น รัฐบาลจะ “จัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า Allowance Allocation” ให้กับโรงงาน/องค์กรต่างๆ ที่อยู่ในระบบ เพื่อจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละโรงงาน/องค์กร โดยแต่ละโรงงาน/องค์กร จะไม่สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เกินกว่าระดับ Cap ที่กำหนดไว้ในแต่ละปี และต้องรายงานผลการตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงาน/องค์กรที่ผ่านการทวนสอบ (หรือที่เรียกว่า Verification) ให้กับรัฐทุกปี

  จากนั้น โรงงาน/องค์กรต่างๆ ต้อง “คืนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (หรือที่เรียกว่า Surrender)” ที่ได้รับจัดสรรมาจากรัฐบาลตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (ตามที่รายงานทุกสิ้นปี) ซึ่งหากโรงงาน/องค์กรต่างๆ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับจัดสรร ก็ต้องทำการซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงงาน/องค์กรอื่นๆ ภายใต้ระบบเดียวกัน หรือมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือ อาจซื้อคาร์บอนเครดิต จากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานต่างๆ ที่ระบบ ETS นั้นๆ ยอมรับให้นำมาใช้แทนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของระบบ เพื่อเป็นการชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ตนเองปล่อยเกินกว่าสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับจัดสรรมา ในทางกลับกัน หากโรงงาน/องค์กร ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการจัดสรร ก็สามารถเก็บสะสม (Banking) สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้สำหรับปีถัดไปได้ หรือจะขายให้แก่ โรงงาน/องค์กรอื่นก็ได้ ทั้งนี้ การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบ ETS จะมีระดับราคาผันแปรตามอุปสงค์และอุปทานที่มีอยู่ในตลาด จึงทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งตามปกติจะไม่มีราคา กลับมีราคา และทำให้เกิดตลาดซื้อขายคาร์บอนซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกหรือเรียกสั้นๆ ว่า “ตลาดคาร์บอน” นั่นเอง

  ในท้ายที่สุด ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของระบบก็จะลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยโรงงาน/องค์กร ก็ได้รับแรงจูงใจทางการเงินในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น หรือเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่มีต้นทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า ทำการลดก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้น ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศชาติก้าวไปสู่ “การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ หรือ Low carbon Economy” ได้อย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

  การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีข้อดีคือการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิผลด้วยกลไกตลาดทำงานที่มีประสิทธิภาพ  ตอบสนองต่อความผกผันของปัจจัยทางเศรษฐกิจได้ดีกว่านโยบายอื่นๆ และสามารถสะท้อนต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริง กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก (หากเทียบกับภาษี ผู้เสียภาษีจะดำเนินการเพียงเฉพาะให้เกิดการเลี่ยงภาษีได้เท่านั้น) และช่วยให้การดำเนินธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยไม่เกิดภาระมากเกินไป (เนื่องจากมีความยึดหยุ่นในทางเลือกสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่า) แต่ก็มีข้อเสียคือ มีความผันผวนค่อนข้างสูงและคาดการณ์ราคาได้ยาก ภาครัฐมีต้นทุนในการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลเพิ่มเติม

ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย

  ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme) หรือที่เรียกว่า ระบบ Thailand V-ETS เป็นกลไกหนึ่งที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้พัฒนาขึ้น เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย และได้ออกแบบระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting, and Verification System) หรือ ระบบ MRV ที่พัฒนาจากมาตรฐานสากล ISO 14064-1, 14064-3 และ 14065

  อบก. ได้ศึกษาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการรองรับการดำเนินงานของระบบ Thailand V-ETS มาต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการและภาคีที่เกี่ยวข้อง และเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐที่มุ่งเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนของประเทศไทยให้สามารถรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับจากมาตรการทางการค้าและข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมุ่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยขับเคลื่อนไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

  ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2558- 2560 อบก. ได้จัดทำ “โครงการนำร่องระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย” ระยะที่ 1 (ครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี) และได้ดำเนิน “โครงการนำร่องระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย” ระยะที่ 2 ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2563 (ครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี) ขึ้น เพื่อพัฒนาทดสอบและปรับปรุง ระบบ MRV รวมถึงกฎการดำเนินงานและรูปแบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับสาขาอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มีโรงงานนำร่องเข้าร่วมจำนวน 55 แห่ง จาก 10 สาขาอุตสาหกรรม ได้แก่ ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า เยื่อและกระดาษ อาหาร (สาขาย่อยอาหารแปรรูป อาหารสัตว์ น้ำตาล และเครื่องดื่ม) พลาสติก โรงกลั่นปิโตรเลียม แก้วและกระจก เซรามิก และสิ่งทอ (ดังตาราง)

 

 

  นอกจากนี้ อบก. ได้ดำเนินการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2562 ได้จัดให้มีการสัมมนาเผยแพร่ความรู้และรับฟังความคิดเห็นเรื่องระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จำนวน 44 ครั้ง แก่กลุ่มเป้าหมายและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการและภาคีที่เกี่ยวข้องตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมและรับฟังข้อคิดเห็นจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยหากต้องนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ในอนาคต

  ทั้งนี้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้รวบรวมกองทุนที่ลงทุนในคาร์บอนเครดิต จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น World Bank, ADB (Asian Development Bank) ฯลฯ เนื่องจากกลไกตลาดต่างๆ มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของธนาคารโลก ในปัจจุบัน มีประเทศที่นำกลไกราคาคาร์บอน เช่น ระบบภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ หรืออยู่ในแผนการดำเนินงานมากถึง 57 แห่ง ครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกกว่า 11 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (GtCO2e) หรือ ประมาณ ร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกของโลก (ดังรูป) และมีแนวโน้มการนำมาใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2548-2558 เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อพิจารณาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในขอบข่ายดำเนินงานของกลไก สำหรับราคาคาร์บอนเครดิตต่อตันภายใต้กลไกตลาดคาร์บอนภาคบังคับนั้น อยู่ระหว่าง 2-25 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในขณะที่ราคาคาร์บอนเครดิตที่มีการซื้อขายกันภายในกลไกตลาดภาคสมัครใจนั้น อยู่ในช่วง 1-70 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

แสดงภาพรวมการใช้กลไกราคาที่ใช้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

ที่มา: State and Trends of Carbon Pricing, 2019

 

แสดงสัดส่วนก๊าซเรือนกระจกภายใต้การบริหารจัดการของกลไกราคาที่ใช้เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

ที่มา: State and Trends of Carbon Pricing, 2019

 

แสดงมูลค่าคาร์บอนต่อหน่วย (เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ของกลไกราคาทั่วโลก

ที่มา: State and Trends of Carbon Pricing, 2019

  สำหรับการดำเนินงานด้านระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศต่างๆ ที่น่าสนใจ โปรดดาวโหลดเอกสารได้ที่ https://icapcarbonaction.com/en/?option=com_attach&task=download&id=677

CopyRight © 2016 All Rights Reserved.