• เพื่อปรับปรุงคุณภาพบริการเว็บไซต์ อบก. ชิงบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท จำนวน 3 รางวัล
    ตลาดคาร์บอน
    องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
    THAILAND GREENHOUSE GAS MANAGEMENT ORGANIZATION (PUBLIC ORGANIZATION)
    ขอเชิษร่วมตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ
    เพื่อปรับปรุงคุณภาพบริการเว็บไซต์ อบก. ชิงบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท จำนวน 3 รางวัล
  • กลไกราคาคาร์บอนและมาตรการทางการเงิน: ช่วยลดโลกร้อนได้จริงหรือ? วันศุกร์ที่ 24/07/2558 เวลา 08.30-12.30น. ณ ห้องกมลทิพย์ 1 โรงแรมเดอะสุโกศล
    ตลาดคาร์บอน
    องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
    THAILAND GREENHOUSE GAS MANAGEMENT ORGANIZATION (PUBLIC ORGANIZATION)
    ขอเชิญร่วมงานสัมมนา
    กลไกราคาคาร์บอนและมาตรการทางการเงิน: ช่วยลดโลกร้อนได้จริงหรือ? วันศุกร์ที่ 24/07/2558 เวลา 08.30-12.30น. ณ ห้องกมลทิพย์ 1 โรงแรมเดอะสุโกศล

ตลาดคาร์บอนภาคทางการ

วันที่  
  ถึง  

ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ

วันที่  
  ถึง  

ตลาดคาร์บอน

ตลาดคาร์บอนหรือ ตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market) เป็นมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกแบบหนึ่งที่ใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมืสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจกโดยกำหนดให้ “คาร์บอนเครดิต” ซี่งเป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเกิดขึ้นจากผลของความสามารถในการลดก๊าซเรือนกระจก จากสถานการณ์ดำเนินงานปกติ หรือ ส่วนต่างจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นสินค้าสำหรับการซื้อขายได้ ทำให้เกิดเป็น “ตลาดคาร์บอน” ขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการกำหนดราคาของคาร์บอนเครดิต ซึ่งตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้วกลไกการตลาดดังกล่าว จะทำให้ต้นทุนของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่สุด[1] ในปัจจุบัน ตลาดคาร์บอนที่มีการดำเนินการอยู่ทั่วโลก มี 2 ประเภท[2] ได้แก่

  1. ตลาดคาร์บอนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ (Mandatory carbon market) หรือตลาดภาคบังคับ คือ ตลาดคาร์บอนที่จัดตั้งขึ้นสืบเนื่องจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย ซึ่งต้องมีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ในฐานะผู้ออกกฎหมาย และเป็นผู้กำกับดูแลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผู้ที่เข้าร่วมในตลาดจะต้องมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Legally binding target) ตลาดคาร์บอนแบบบังคับ จะใช้การกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในลักษณะ Top-down approach (การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกโดยภาครัฐและให้เอกชนเป็นผู้ปฏิบัติตาม) แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะถูกลงโทษหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นตลาดคาร์บอนแบบทางการสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือการกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีบทลงโทษผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายได้ และการกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่มีบทลงโทษ แต่จะมีสิ่งจูงใจให้ผู้ที่ทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งตลาดภาคบังคับนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับ การซื้อขายคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต เช่น การค้า AAUs (Assigned Allowance Units) และ การค้า ERUs (Emission Reduction Units from Joint Implementation Project) ระหว่างประเทศในภาคผนวกที่ 1 และการค้า CERs (Certified Emission Reduction from Clean Development Mechanism Project) ระหว่างประเทศภาคผนวกที่ 1 (ในฐานะผู้ซื้อ) กับประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 เป็นต้น
     
  2. ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary carbon market)  คือ ตลาดคาร์บอนที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับ การจัดตั้งตลาดมักเกิดจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการในภาคเอกชน ผู้ที่เข้าร่วมซื้อขายในตลาดนั้นจะยินดีเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ โดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยสมัครใจ (Voluntary cap-and-trade) แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Non-legally binding target) ซึ่งอาจซื้อขายผ่านกลไกตลาดที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ หรือ ซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC) ซึ่งไม่มีระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน มีเพียงการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขาย ซึ่งทำให้มีต้นทุนในการจัดการต่ำกว่า และดำเนินการได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจถูกกำหนดโดยผู้กำกับดูแลตลาด (Regulator) โดยมักเป็นการกำหนดเป้าหมายแบบ Bottom-up approach ที่กำหนดโดยภาคเอกชนเอง เป็นตลาดที่ไม่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่เป็นความสมัครใจของประเทศที่ไม่มีพันธกรณีจะดำเนินการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศเอง หรือ เป็นความสมัครใจของผู้ซื้อและผู้ขายที่ประสงค์จะช่วยลดบรรเทาปัญหาของโลก ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างตลาดคาร์บอนและองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็น จะสามารถเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างตลาดทั้ง 2 ประเภท ดังในตาราง

 

ข้อเปรียบเทียบตลาดภาคสมัครใจและภาคบังคับ

ประเด็นเปรียบเทียบ

ตลาดคาร์บอนแบบบังคับ

ตลาดคาร์บอนแบบสมัครใจ

หน่วยงานดูแลตลาด

ภาครัฐ

กลุ่มผู้สนใจหรือองค์กรเอกชนสามารถดำเนินการเอง หรือจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่ได้

การจัดทำคาร์บอนฟุตปริ้นท์

ระดับประเทศ/อุตสาหกรรม

ระดับผู้ประกอบการ

วิธีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้ารวมของประเทศ

(National Cap)

เป้าหมายแบบสมัครใจ ตามที่ผู้เข้าร่วมตลาดต้องการ

(Voluntary Cap)

ผู้เข้าร่วมตลาด

ทุกสาขาการผลิต เน้นที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

ไม่เจาะจง ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เข้าร่วม

การจัดสรรใบอนุญาตฯ

ทำได้ทั้งแบบให้เปล่าและประมูล

ทำได้ทั้งแบบให้เปล่าและประมูล

บทลงโทษ

มีบทลงทษชัดเจน

ไม่มีบทลงโทษแต่อาจมีสิ่งจูงใจ

 

[1] เมทินี อารีย์, (2554)

[2] สำนักงานกองทันสนับสนุนการวิจัย โครงการศึกษากลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต หลัง ค.ศ.2012 ที่มีนัยต่อการกาหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ภายในประเทศไทย (พฤษภาคม 2554)

ระบบการซื้อขายใบอนุญาตฯ (ETS)

ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกคืออะไร?

 

ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างหนี่งที่ใช้ในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นที่รู้จัก และใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และ แคนาดา ทั้งนี้ ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ “แรงจูงใจทางการเงิน” ในการส่งเสริมให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกเริ่มจาก “เจ้าของระบบ (ส่วนใหญ่เป็นภาครัฐ) กำหนดระดับเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับปีฐาน (หรือที่เรียกว่า Cap Setting)” ให้กับอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หลังจากนั้น รัฐบาลจะ “จัดสรรใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า Allowance Allocation” ให้กับโรงงาน/องค์กรต่างๆ ที่อยู่ในระบบ เพื่อจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละโรงงาน/องค์กร โดยแต่ละโรงงาน/องค์กร จะไม่สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เกินกว่าระดับ Cap ที่กำหนดไว้ในแต่ละปี และต้องรายงานผลการตรวจวัดปริมาณการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกของโรงงาน/องค์กรที่ผ่านการทวนสอบ (หรือที่เรียกว่า Verification) ให้กับรัฐทุกปี

 

 

จากนั้น โรงงาน/องค์กรต่างๆ ต้อง “คืน (หรือที่เรียกว่า Surrender)” ใบอนุญาตปล่อยก๊าซ เรือนกระจกที่ได้รับจัดสรรมาจากรัฐบาลตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (ตามที่รายงานทุกสิ้นปี) ซึ่งหากโรงงาน/องค์กรต่างๆปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับจัดสรร ก็ต้องทำการซื้อใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงงาน/องค์กรอื่นๆภายใต้ระบบเดียวกัน หรือมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือ อาจซื้อคาร์บอนเครดิต จากโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ตามมาตรฐานต่างๆที่ระบบ ETS นั้นๆ ยอมรับให้นำมาใช้แทนใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกของระบบ เพื่อเป็นการชดเชยปริมาณก๊าซ เรือนกระจกที่ตนเองปล่อยเกินกว่าใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับจัดสรรมา ในทางกลับกัน หาก โรงงาน/องค์กร ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการจัดสรร ก็สามารถเก็บสะสม (Banking) ใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้สำหรับปีถัดไปได้ หรือจะขายให้แก่ โรงงาน/องค์กรอื่นก็ได้ ทั้งนี้ การซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซ เรือนกระจกจะมีระดับราคาผันแปรตามอุปสงค์และอุปทานที่มีอยู่ในตลาด

 

 

ในท้ายที่สุด ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของระบบก็จะลดลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยโรงงาน/องค์กร ก็ได้รับแรงจูงใจทางการเงินในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น หรือเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่มีต้นทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่า ทำการลดก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้น ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศชาติก้าวไปสู่ “การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ หรือ Low carbon Economy” ได้อย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

 

ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย

 

ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Trading Scheme) หรือที่เรียกว่า ระบบ Thailand V-ETS เป็นกลไกหนึ่งที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้พัฒนาขึ้น เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย และได้ออกแบบระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (Measurement, Reporting, and Verification System) หรือ ระบบ MRV ที่พัฒนาจากมาตรฐานสากล ISO 14064-1, 14064-3 และ 14065

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน อบก.ได้ดำเนินโครงการศึกษาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนของไทยอย่างต่อเนื่องโดย Action plan ของ Thailand V-ETS มีดังนี้

 

 

ในปี 2558 อบก. ได้จัดทำโครงการนำร่องระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย เพื่อทดสอบระบบ MRV ที่ได้ออกแบบไว้กับโรงงานนำร่องจำนวน 15 แห่ง และพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการ และกฎการดำเนินงานของระบบ Thailand V-ETS ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ

กิจกรรมชดเชยคาร์บอน

หลักการและเหตุผล

การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs) จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้พลังงาน การเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การตัดไม้ ทำลายป่า รวมทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และนับวันปัญหาดังกล่าวก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น การส่งเสริมและพัฒนาตลาดคาร์บอนเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ โดยใช้มาตรการทางการตลาดเป็นแรงจูงใจ ซึ่งปัจจุบันองค์กรจากภาครัฐ และภาคเอกชนต่างให้ความสนใจในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ (Low-carbon organization) หรือ ผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ โดยหนทางหนึ่งที่เป็นการมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว สามารถทำได้โดยการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร หรือ ผลิตภัณฑ์ หรือที่เรียกว่า การทำกิจกรรมชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ กิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting) เพื่อทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร หรือ ผลิตภัณฑ์นับได้เท่ากับศูนย์ หรือ ที่เรียกว่า Carbon Neutral ดังแสดงตัวอย่างในรูปที่ 1

 

รูปที่ 1 กิจกรรมชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เนื่องจากช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาครวมลง ซึ่งหากในอนาคตผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ หรือภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกันซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ/กิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ก็จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่ทำให้มีผู้พัฒนาโครงการหรือกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีมากขึ้นด้วย อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้นเช่นกัน

วัตถุประสงค์

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ได้จัดทำโครงการกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting Program) โดยมีจุดประสงค์เพื่อ เพื่อส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างอุปสงค์คาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจในประเทศไทย อันจะช่วยสนับสนุนและขับเคลื่ออนตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องกิจกรรมชดเชยคาร์บอน ของบุคคล องค์กร สินค้าและบริการ การจัดงานอีเว้นท์ ให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

 

ประเภทของการรับรอง

อบก. จะให้การรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอน 4 ประเภท ได้แก่
1. การรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอนของสินค้าและบริการ
หมายถึง การรับรองกิจกรรมชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในระหว่างการผลิต การใช้งาน และการจำหน่ายสินค้า หรือ ในระหว่างการจัดหาและการใช้บริการ
2. การรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอนของการจัดประชุม หรือ งานอีเว้นท์
หมายถึง การรับรองกิจกรรมชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในการจัดการประชุม การจัดคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา และอื่นๆ
3. การรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอนขององค์กร
หมายถึง การรับรองกิจกรรมชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมขององค์กร
4. การรับรองกิจกรรมชดเชยคาร์บอนของกิจกรรมส่วนบุคคล
หมายถึง การรับรองกิจกรรมชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกในกิจวัตรประจำวันส่วนบุคคล

 

 

 

สัมมนาและฝึกอบรม

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาเรื่อง “ความคืบหน้าของความตกลงปารีสในการประชุม COP 22”
ขอเชิญร่วมงานสัมมนาเรื่อง “ความคืบหน้าของความตกลงปารีสในการประชุม COP 22”

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาเรื่อง “ความคืบหน้าของความตกลงปารีสในการประชุม COP 22”

เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “การเตรียมตัวรับมือกับมาตรการด้านกลไกตลาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน”
เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “การเตรียมตัวรับมือกับมาตรการด้านกลไกตลาด  เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน”

เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “การเตรียมตัวรับมือกับมาตรการด้านกลไกตลาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน”

เอกสารประกอบการประชุมเผยแพร่ผลงานภายใต้โครงการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศต่อประเทศไทย
เอกสารประกอบการประชุมเผยแพร่ผลงานภายใต้โครงการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศต่อประเทศไทย

เอกสารประกอบการประชุมเผยแพร่ผลงานภายใต้โครงการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากศต่อประเทศไทย

Document for Japan-Thailand Joint Crediting Mechanism (JCM) Seminar
Document for Japan-Thailand Joint Crediting Mechanism (JCM) Seminar

Document for Japan-Thailand Joint Crediting Mechanism (JCM) Seminar

เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “กลไกตลาดระหว่างปี 2016-2020 และหลังปี 2020”
เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “กลไกตลาดระหว่างปี 2016-2020 และหลังปี 2020”

เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง “กลไกตลาดระหว่างปี 2016-2020 และหลังปี 2020”

เอกสารประกอบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กิจกรรมชดเชยคาร์บอนและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในภาคบริการ (กลุ่มสถานศึกษา)
เอกสารประกอบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กิจกรรมชดเชยคาร์บอนและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในภาคบริการ  (กลุ่มสถานศึกษา)

เอกสารประกอบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กิจกรรมชดเชยคาร์บอนและการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในภาคบริการ (กลุ่มสถานศึกษา)

เอกสารเผยแพร่

จดหมายข่าว

คำถามที่พบบ่อย

ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกสัมพันธ์กับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างไร?

ในระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก นั้น หลังจากมีการกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap) แล้ว ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบจะได้รับการจัดสรรใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (allowance) ซึ่งสามารถนำไปซื้อขายได้ระหว่างผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบด้วยกัน ภายใต้เงื่อนไขของอุปสงค์และอุปทานของตลาด

ขณะเดียวกัน ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังอนุญาตให้ใช้ “เครดิตชดเชย” หรือ “คาร์บอนเครดิต” จากโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภายสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VERs) หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจอื่นๆ (VERs) เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่างๆได้ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานที่ว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วย สามารถใช้ทดแทนหรือหักล้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากที่ใดที่หนึ่งได้

อย่างไรก็ดี การใช้เครดิตชดเชยในระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะขึ้นอยู่กับกฎการดำเนินงาน หรือนโยบายของผู้กำหนดนโยบายในระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ข้อแตกต่างระหว่างกลไกซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับการทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจก คืออะไร?

คุณสมบัติ

กลไกการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

ผู้ที่ทำการลดก๊าซเรือนกระจก

ผู้ที่เข้าร่วมซื้อขายในตลาดคาร์บอน

ผู้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

สาขาการผลิตที่เข้าร่วม

เน้นสาขาการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

สาขาการผลิตใดก็ได้ หรืออาจจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็ได้

เป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก และการอนุญาตให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายถูกกำหนดโดยรัฐ หรือผู้มีอำนาจ โดยผู้ปล่อยจะได้รับจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ ในรูปแบบใบอนุญาต (Allowance)

ไม่มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซฯ หรือสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ หากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่ากรณีการดำเนินธุรกิจตามปกติ (Business-as-usual) จะได้รับ “คาร์บอนเครดิต”

สิ่งที่ใช้ซื้อขาย

ใบอนุญาต (Allowance)

คาร์บอนเครดิต (Carbon credit)

อุปทานในตลาด

จำกัดตามปริมาณของเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการและความสนใจในการเข้าร่วมทำโครงการ

อุปสงค์ในตลาด

ผู้ที่ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งสะท้อนจากความเข้มข้นของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กลไกการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ใช้เครดิตชดเชย / บริษัทหรือบุคคลที่ทำ CSR

การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์

ต้องจัดทำ

ไม่ต้องจัดทำ

มาตรฐานของ MRV

ISO 14064-1 / 14064-3 / 14065 หรือขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบาย

ISO 14064-2 / 14064-3 / 14065 / CDM / J-VER / KVER / VCS / GS หรือขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบาย

ระยะเวลา

ใบอนุญาตมีอายุหนึ่งปี

ขึ้นอยู่กับอายุโครงการ ซึ่งกำหนดโดยผู้ดูแล

บทลงโทษ

ภาคบังคับ : มีบทลงโทษ

ภาคสมัครใจ : ไม่มีบทลงโทษ

ไม่มีบทลงโทษ

 

อะไรคือความสำคัญของส่วนเพิ่ม (additionality) และผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit)?

การดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีหลักการลงทุนส่วนเพิ่ม (Additionality) กล่าวคือ เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นว่า มีการดำเนินการเพิ่มเติ่มจากการเนินงานตามปกติ (Business as Usual) ในด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การเงิน และการลงทุน และเป็นโครงการที่ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลงได้มากกว่ามาตรฐานที่ประเทศเจ้าบ้าน (Host country) กําหนดไว

นอกจากนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกยังมีผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มีการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนในพื้นที่โครงการลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้น โดยการนํามาใชเปนเชื้อเพลิงพลังงาน ลดการใชทรัพยากรเชื้อเพลิงที่ไมสามารถทดแทนได คุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศดีขึ้นมีการถ่ายทอดและพัฒนา เทคโนโลยีที่สะอาดทั้งจาก ต่างประเทศและภายในประเทศ ด้านสังคม เช่น ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะดานสุขภาพอนามัยจากคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เพิ่มทางเลือกในการประกอบกิจการที่เปนประโยชนตอสภาวะแวดล้อม มีบทบาทในเวทีโลกในการแกไข ปญหาระดับนานาชาติ ทำใหเพิ่มอํานาจตอรองในการเจรจาระหว่างประเทศ และด้านเศรษฐกิจ เช่น เกษตรกรสามารถนำวัสดุเหลือใช ไปขายเพื่อเปนวัตถุดิบในการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนใหเกิดการจ้างงานมากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง พลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจระดับชาติและเพิ่ม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ลดภาระของประเทศที่ภาครัฐจะต้องลงทุนในการรักษา สิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน อีกดัวย

แนวทางสำหรับกิจกรรมการชดเชยคาร์บอนมีอะไรบ้าง ?

สำหรับกิจกรรมการชดเชยคาร์บอนทางอบก.มีโครงการนำร่องสำกรับการทำกิจกรรมตัวอย่างในปีงบประมาณ 2556 ในส่วนของการคำนวนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอบก.ได้กำหนดไว้ 4 แนวทางได้แก่

1) สำหรับบุคคล การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำวัน (หน่วยคำนวณเป็น ตันต่อปี) ให้ใช้ “เครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของไทย” บนเว็บไซต์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

2) สำหรับองค์กร การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ใช้ “แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร” ทั้งนี้ การคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต้องรวมทุกกิจกรรมทั้งหมดในประเภท (Scope) ที่ 1 และ 2 โดยไม่จำเป็นต้องนำประเภทที่ 3 มาพิจารณา เนื่องจากมีความยุ่งยากในการคำนวน และอาจเกิดปัญหาการนับซ้ำในภายหลังได้

3) สำหรับสินค้าและบริการ การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ใช้ “แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์”

4) สำหรับการจัดงานอีเว้นท์การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ใช้ “แนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร” ทั้งนี้ การคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต้องรวมทุกกิจกรรมทั้งหมดในประเภท (Scope) ที่ 1-3 มาพิจารณา

ความจำเป็นในการทำกิจกรรมการลดคาร์บอนด้วยตนเอง ?

การทำชดเชยคาร์บอนจากผู้เข้าร่วมที่ทำการชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยมิได้ทำกิจกรรมการลดคาร์บอนด้วยตนเองเลย อาจเกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุ เช่น ผู้เข้าร่วมโครงการมีการใช้พลังงานอยู่ในระดับที่มีประสิทธิภาพแล้วจึงไม่สามารถลดการใช้พลังงานได้อีก หรือ ต้นทุนของการลดคาร์บอนด้วยตนเองมีสูงกว่าการชดเชยคาร์บอนจากที่อื่น ซึ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่าธุรกิจสามารถผลักภาระในการลดก๊าซเรือนกระจกให้ผู้อื่น ซึ่งผลที่ตามมาอาจเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น และเกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้า

อย่างไรก็ตาม หากมองไปยังจุดมุ่งหมายสูงสุดของการบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง จากกิจกรรรมการใช้ชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ การทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนก็ยังอยู่ในหลักการของการลดก๊าซเรือนกระจกโดยใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost effectiveness) และยังมีความชอบธรรมตามหลักการ “Polluter pay principle”

ความเกี่ยวข้องระหว่างการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน และ กืจกรรม CSR เป็นอย่างไร ?

วิสัยทัศน์ และพันธกิจของแต่ละองค์กรนั้นมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่กำลังทวีความรุนแรง และเป็นกระแสที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กิจกรรม CSR ประเภทต่างๆที่องค์กรนั้นได้ดำเนินงานอยู่ก็ถือเป็นกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่หากวิสัยทัศน์ และพันธกิจขององค์กรนั้นๆต้องการจะช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กิจกรรมชดเชยคาร์บอนก็ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

ไม่พบรายการ

ผังเว็บไซต์

รายละเอียดแผนผังเว็บไซต์ตลาดคาร์บอน

ติดต่อเรา

ฟอร์มติดต่อเรา

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการติดต่อเรา ท่านสามารถส่งข้อความถึงเราได้ผ่านแบบฟอร์มด้านล่าง

คุณมีข้อผิดพลาดบางจุด กรุณาตรวจสอบด้านล่าง
การตรวจสอบข้อมูลของคุณสำเร็จ

ข้อมูลติดต่อเรา

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

สำนักพัฒนาธุรกิจ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
120 หมู่ที่ 3 ชั้น 9 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210

โทรศัพท์: 02-141-9827, 02-141-9831

โทรสาร: 02-143-8400

อีเมล์: info.carbonmarket@tgo.or.th